ExploreTrendingAnalytics
Nostr Archives
ExploreTrendingAnalytics

Journaling Our Journey

b6f9d3…b0904f
10Followers194Following12Notes1Received

ผมให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและนำเสนอบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับจิตวิทยาครับ

12 total
Journaling Our Journey1d ago
หลายคนรู้สึกแย่กับตัวเอง . เพราะเวลาที่พวกเขาอยู่ในวงบทสนทนา (เช่น ระหว่างอยู่ในห้องประชุมของที่ทำงาน) กว่าที่พวกเขาจะพูดอะไรบางอย่างออกมา พวกเขาใช้เวลาคิดนานกว่าคนอื่นๆ . พวกเขามองว่าตัวเองเป็นคน “โง่” พวกเขามองว่าตัวเองเป็นคน “หัวช้า” พวกเขามองว่าตัวเองเป็นคน “ไม่ฉลาด” . คำถามสำคัญก็คือ…มุมมองเหล่านี้เป็นความจริงหรือเปล่า? . ไม่เสมอไปครับ . อันที่จริง หลายคนที่ดู “หัวช้า” คือคนที่ฉลาดด้วยซ้ำ! . เพราะสิ่งที่พวกเขาคิดอยู่ในหัว มีความซับซ้อนและหลากหลาย พวกเขาจึงใช้เวลาในการ “ประมวลผล” นานสักหน่อย ก่อนที่จะเอ่ยปากพูดออกมา . ฉะนั้น อย่ารีบที่จะชี้นิ้วตัดสินตัวเอง ด้วยคำว่า “โง่” “หัวช้า” “ไม่ฉลาด” ฯลฯ เลยครับ . เพราะคำตัดสินเหล่านั้น…ใช่ว่าจะเป็นจริงเสมอไปครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1007/s00426-024-02043-7 https://psycnet.apa.org/doi/10.1017/S1930297500007865 #จิตวิทยา #siamstr
#จิตวิทยา#siamstr
1000 sats
Journaling Our Journey3d ago
เวลาที่เรารักใครสักคน และเราเห็นว่าเขาคนนั้น กำลังประสบปัญหาอยู่ มันปกติมากๆเลยครับ ที่เราอยากจะรีบยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเขา . แต่สังเกตไหมครับว่า ในหลายๆครั้ง พอเรายื่นมือเข้าไปหาเขาแล้ว เขากลับขยับตัวถอยห่างไปจากเรายิ่งกว่าเดิม? . ทำไมมันถึงเป็นแบบนั้นได้? . เพราะสิ่งหนึ่งที่หลายคนให้ความสำคัญ…คือการมีอิสระที่จะเลือก . …รวมถึงอิสระในการเลือกว่า จะให้คนอื่นยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือหรือไม่ . ด้วยเหตุนี้ การรีบยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือคนที่เรารัก (โดยไม่ได้เช็คกับเจ้าตัวก่อนว่า เจ้าตัวต้องการความช่วยเหลือหรือไม่) จึงอาจถูกมองว่าเป็นการ “ลิดรอน” อิสระในการเลือก . …ส่งผลให้เจ้าตัวอาจจะรู้สึกไม่พอใจและเริ่มต้น “รักษาระยะห่าง” กับฝ่ายที่ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือได้ . (ต่อให้เจ้าตัวจะเข้าใจว่า การยื่นมือเข้ามาช่วยนี้ เกิดขึ้นเพราะเจตนาที่ดีก็ตาม) . ฉะนั้น หากเราไม่ต้องการให้ “ความรัก” ของเราทำให้คนที่เรารัก “ตีตัวออกห่าง” การถาม “ความยินยอม” ของเจ้าตัว ก่อนที่เราจะหยิบยื่นความช่วยเหลือให้ . …ถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม . เราอย่าปล่อยให้ “ความรัก” ของเรา “ผลักไสไล่ส่ง” คนที่เรารักโดยไม่ตั้งใจกันเลยครับ อ้างอิง https://doi.org/10.3389/fpsyg.2021.735570 https://doi.org/10.1037/amp0001389 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/a0012754 #จิตวิทยา #siamstr
#จิตวิทยา#siamstr
1000 sats
Journaling Our Journey5d ago
สามีภรรยาจำนวนไม่น้อย โกหกกันและกันในเรื่องของ การใช้เงินซื้อ “ของเล่นส่วนตัว” . ยกตัวอย่างเช่น . สามีบอกภรรยาว่าตัวเอง ซื้อเกมในช่วง “ลดราคา” (แต่จริงๆแล้วซื้อมาในช่วง “เต็มราคา”) . ภรรยาบอกสามีว่าใช้งบไม่เกินเดือนละ 5,000 บาทสำหรับซื้อเครื่องสำอาง (แต่จริงๆแล้ว ใช้เงินเกินงบทุกเดือน) . เป็นต้น . และในหลายๆกรณี สามีภรรยาก็รู้ด้วยนะครับว่า อีกฝ่ายกำลังโกหกในเรื่องการใช้เงินอยู่ . แต่พวกเขาก็เลือกที่จะไม่พูดอะไร หนำซ้ำ พวกเขายังเลือกที่จะ ทำเป็น “ไม่รู้ไม่เห็น” อีกด้วย! . ทำไมพวกเขาถึงเลือกที่จะทำเช่นนั้น? . เพราะพวกเขามองว่า ต่อให้พวกเขาจะหยิบเรื่องนี้มาคุย อีกฝ่ายก็คงจะไม่เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายอยู่ดี . พวกเขามองว่า การหยิบเรื่องนี้มาคุย มีแต่จะทำให้เกิดความขัดแย้ง โดยไม่เกิดประโยชน์อะไรเพิ่มเติม . พวกเขาจึงทำทีราวกับว่าตัวเอง “ไม่รู้เรื่อง” ในขณะที่สามีหรือภรรยาของพวกเขา ก็ยังคงปกปิดพฤติกรรมการใช้จ่าย “ที่แท้จริง” ของตัวเองต่อไป . …ส่งผลให้เรื่องนี้ถูก “ซุกไว้ใต้พรม” ในความสัมพันธ์ . มันอาจจะยังไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่นะครับ ถ้าสิ่งที่ถูก “ซุกไว้ใต้พรม” มีไม่เยอะ . แต่ถ้าสิ่งที่ถูก “ซุกไว้ใต้พรม” สะสมเป็นจำนวนมากขึ้นมาล่ะ? . ในท้ายที่สุด นี่อาจกลายเป็นแรงกดดัน ที่ทำให้ความสัมพันธ์ยากที่จะไปต่อ…ก็เป็นได้ . ทำเป็น “ไม่รู้ไม่เห็น” จนกลายเป็น “ระเบิดเวลา” กับแบกรับความเสี่ยงที่จะขัดแย้งด้วยการหยิบเรื่องนี้มาพูดคุย . นี่คือทางเลือกที่คู่รักกลุ่มนี้กำลังเผชิญอยู่ . แล้วคู่รัก “ควรจะ” เลือกทางเลือกไหนดี? . ผมมองว่าเรื่องนี้…ไม่มีผิดไม่มีถูกที่ตายตัวครับ . ผมมองว่าเรื่องนี้…เป็นเรื่องที่แต่ละคน จะต้อง “ชั่งน้ำหนัก” เอาครับว่า ระหว่างความเสี่ยงที่จะเกิดความขัดแย้งในวันนี้ กับความเสี่ยงที่จะเกิด “ระเบิดเวลา” ในวันหน้า . …ความเสี่ยงไหนที่ “คุ้มค่า” ที่จะแบกรับมากกว่ากัน . เราอาจไม่มีสิทธิที่จะไม่แบกรับความเสี่ยงใดใดได้ก็จริง แต่เรามีสิทธิที่จะเลือกได้ว่า เราต้องการแบกรับความเสี่ยงแบบไหนครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1093/jcr/ucz052 https://doi.org/10.1007/s10834-024-09988-2 https://doi.org/10.1016/j.ijresmar.2025.07.003 #จิตวิทยา #siamstr
#จิตวิทยา#siamstr
0000 sats
Journaling Our Journey7d ago
ตอนที่เรายังเป็นเด็กๆ การยอมรับจากผู้ใหญ่ (เช่น พ่อแม่ ครู) คือสิ่งที่สำคัญสำหรับเรามาก . ผู้ใหญ่ในชีวิตเราจะเป็นคนบอกให้เรารู้ (ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม) ว่า เรากำลังทำสิ่งที่ถูกต้องอยู่ไหม เราดีพอหรือยัง . แล้วในวันที่เราโตเป็นผู้ใหญ่แล้วล่ะ? . แม้ในวันที่เราโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว… . หลายคนก็ยังคงคุ้นชินกับการ มองหาการยอมรับจากคนอื่น . หลายคนยังคงคุ้นชินกับการให้ ใครสักคนมาบอกว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้อง . หลายคนยังคงคุ้นชินกับการให้ ใครสักคนมาบอกว่าเราดีพอหรือยังไม่ดีพอ . ความคุ้นชินนี้สามารถกลายเป็นอุปสรรค ที่ขวางกั้นไม่ให้เราใช้ชีวิตอย่างเต็มอิ่มได้ . แน่นอนครับ ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะสื่อว่า หากเราเติบโตขึ้น เราควรที่จะ “ปิดหูปิดตา” และไม่สนใจคนอื่นแม้แต่นิดเดียว . แต่ผมมีเจตนาที่จะสื่อว่า การเรียนรู้ที่จะตัดสินใจด้วยตัวเอง (ว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้อง ว่าตัวเราเองดีพอหรือยัง) ถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการมีชีวิตที่เต็มอิ่ม . แล้วเราจะเริ่มต้นเรียนรู้ที่จะ ตัดสินใจด้วยตัวเองในเรื่องนี้ได้ยังไง? . ผมมองว่า ขั้นแรกสุด เราจะต้องมองเห็นตัวเอง ให้ได้อย่างชัดเจนก่อนครับว่า ชีวิตของเราทุกวันนี้ อยู่ภายใต้ “ร่มเงา” ของคนอื่นในเรื่องอะไรบ้าง . ยกตัวอย่างเช่น ทุกวันนี้ เราอาจจะกำลังเอาคุณค่าในตัวเรา มาผูกเข้ากับการยอมรับของพ่อแม่เรา ถ้าพ่อแม่เรายอมรับในตัวเรา เราก็จะถือว่าตัวเรามีค่า แต่ถ้าพ่อแม่ไม่ยอมรับในตัวเรา เราก็จะถือว่าตัวเองไร้ค่า เป็นต้น . ยิ่งเรามองเห็น “ร่มเงา” ของคนอื่นได้ชัดเจนมากเท่าไหร่ อิทธิพลที่ “ร่มเงา” มีต่อใจเราก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะลดลง . …จนกระทั่งเรากลายเป็นอิสระจาก “ร่มเงา” ดังกล่าวได้ในท้ายที่สุดครับ อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0033-295X.108.3.593 https://psycnet.apa.org/record/2012-00755-000 https://doi.org/10.1207/S15327965PLI1104_01 #จิตวิทยา #siamstr
#จิตวิทยา#siamstr
2010 sats
Journaling Our Journey13d ago
“ชายแทร่” “ผู้ชาย toxic” “toxic masculinity” . ยิ่งวันเวลาผ่านไป ผมก็ยิ่งเชื่อว่าหลายคน คุ้นเคยกับคำเหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ . ผู้ชายที่เข้าข่าย “ชายแทร่” มักจะมี พฤติกรรมที่สะท้อนถึงคุณสมบัติดังเช่น… . มีอคติเชิงลบกับคนที่มีอัตลักษณ์ทางเพศต่างไปจากตนเอง (ผู้หญิง และ LGBTQ+) มองว่าตัวเองเป็นคนสำคัญสูงลิ่ว ไม่ค่อยมีความเข้าอกเข้าใจให้กับคนอื่น กดขี่และ/หรือใช้ความรุนแรงกับผู้อื่นในความสัมพันธ์ ฯลฯ . แน่นอนครับว่าบุคคลที่มีลักษณะในข้างต้น ไม่ใช่บุคคลที่ “น่าพึงประสงค์” เท่าไหร่นัก . คำถามสำคัญก็คือ ในบรรดาผู้ชายที่มีอยู่ในสังคมเรานั้น มีกี่คนที่เข้าข่าย “ชายแทร่” นี้? . ผลการศึกษาจากประเทศ New Zealand พบว่า เกือบร้อยละ 90 ของผู้ชายไม่เข้าข่าย “ชายแทร่” ครับ . ผมยังไม่เคยเห็นการศึกษาลักษณะนี้ ในประเทศไทยก็จริง แต่ผมคาดเดาว่า ผลลัพธ์คงมีแนวโน้มที่จะไม่แตกต่างไปจาก กรณีของผู้ชาย New Zealand มากนัก . แต่ในที่สุดแล้ว ไม่ว่าผู้ชายประเภท “ชายแทร่” จะคิดเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ในสังคมไทยเราก็ตาม คำถามที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ พวกเราแต่ละคนมีความเป็น “ชายแทร่” อยู่ในตัวเองแค่ไหน? . นี่ไม่ใช่คำถามสำหรับผู้ชายเท่านั้นนะครับ . เพราะถ้าเราย้อนกลับไปอ่านข้างบน เราจะเห็นได้ชัดเจนเลยครับว่า ลักษณะความเป็น “ชายแทร่” นั้น สามารถ apply ได้กับทุกๆคน (ไม่ว่าจะอัตลักษณ์ทางเพศใดก็ตาม) . พอเราได้ตั้งคำถามกับตัวเองอย่างจริงจัง เราก็อาจจะพบว่า บางวัน เรามีความเป็น “ชายแทร่” เข้มข้นหน่อย ในขณะที่บางวัน เรามีความเป็น “ชายแทร่” น้อยหน่อย . (อย่างตัวผมเองนั้น ผมพบว่า ในบางวัน empathy ของผมก็ “หย่อนยาน” อย่างชัดเจน ทั้งๆที่ผมทำงานเป็นนักจิตวิทยา!) . นี่คือเรื่องปกติครับ . การที่เราตั้งคำถามทบทวนตัวเองในเรื่องนี้ ไม่ใช่เพื่อที่เราจะตำหนิหรือต่อว่าตัวเอง แต่เพื่อที่เราจะได้เริ่มต้นรับผิดชอบตัวเอง และค่อยๆเปลี่ยนแปลงให้ตัวเรากลายเป็น คนที่ดีขึ้นต่อไปในอนาคตครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1037/men0000547 #จิตวิทยา #siamstr
#จิตวิทยา#siamstr
0000 sats
Journaling Our Journey17d ago
เวลาที่เราทำอะไรบางอย่างผิดพลาด หลายคนก็จะมีความคิด ที่ต่อว่าตัวเองอย่างรุนแรงภายในใจ . ความคิดเช่น “ฉันมันโง่จริงๆ!” “ฉันทำอย่างนั้นไปได้ยังไง!?” “ฉันไม่น่าพูดออกไปแบบนั้นเลย!” “ฉันมันไม่ได้เรื่อง!” เป็นต้น . ความคิดเหล่านี้สามารถทำให้เรารู้สึก ผิดหวังกับตัวเอง อับอาย โกรธตัวเอง หรือแม้กระทั่งขยะแขยงตัวเองได้ . มันทำให้เรารู้สึกราวกับว่า ใจของเรากำลัง “ตกนรกทั้งเป็น” . …และหลายคนก็ตั้งใจที่จะส่งเสริมการ “ลงโทษตัวเอง” ในลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง . เพราะพวกเขามองว่าตัวเองยัง “ได้รับโทษ” ไม่เพียงพอสำหรับการให้อภัย . ถ้ามองในแง่หนึ่ง สิ่งที่ผมเขียนมาในข้างต้นนี้ มันฟังดูมีเหตุผลนะครับ . มันสะท้อนถึงการรับผิดชอบต่อ พฤติกรรมที่ผิดพลาดของตัวเองในอดีต . แต่ในทางปฏิบัติแล้ว การ “ลงโทษตัวเอง” ภายในใจนั้น หลายครั้ง…มันจะเกิดขึ้นแบบ “ไม่มีกำหนดสิ้นสุด” . มันให้อารมณ์ไม่ต่างอะไรกับ คนที่ขโมยของตามร้านสะดวกซื้อ ที่ถูกตัดสินลงโทษจำคุกตลอดชีวิต . บทลงโทษที่เกิดขึ้น มันดูไม่ “สมน้ำสมเนื้อ” กับความผิดที่ได้ทำลงไปเท่าไหร่นัก . ฉะนั้น หากเราคือคนหนึ่ง ที่กำลัง “ลงโทษตัวเอง” อยู่ในใจ คำถามสำคัญที่เราจะต้องตอบตัวเองให้ได้ก็คือ . บทลงโทษนี้มันเหมาะสม กับความผิดที่เกิดขึ้นหรือเปล่า? . ถ้าความผิดนี้เกิดขึ้นกับคนอื่น และเรามีอำนาจในการ “ลงโทษ” คนนั้น เราจะหยิบยื่นบทลงโทษเดียวกัน กับที่เรากำลังหยิบยื่นให้ตัวเองอยู่ไหม? . ถ้าคำตอบคือ “ไม่” บางที นี่อาจเป็นสัญญาณว่า เราควรจะต้องพิจารณาถึง การ “ปล่อยตัวเองออกจากคุก” แล้วครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1038/s41598-025-21198-w https://doi.org/10.1016/j.jadr.2025.100890 https://doi.org/10.1002/cpp.2586 #จิตวิทยา #siamstr
#จิตวิทยา#siamstr
1000 sats
Journaling Our Journey19d ago
ยิ่งเราอายุมากขึ้นเท่าไหร่ หลายคนก็ยิ่งกลัวว่า ตัวเองจะ “สมองเสื่อม” มากขึ้นเท่านั้น . ยิ่งพอเราเห็นว่าตัวเองเริ่ม “ขี้ลืม” ความกลัวนั้นก็ยิ่งทวีคูณเข้าไปอีก . แต่ในความเป็นจริงแล้ว สาเหตุหลักที่ทำให้การทำงาน ของสมองเราถดถอยไม่ใช่อายุที่มากขึ้น . มันคือความเหนื่อยล้า ความเครียด การนอนหลับที่ไม่เพียงพอ และสุขภาพหัวใจที่อ่อนแอมากกว่า . ด้วยเหตุนี้ เวลาที่เราพบว่าตัวเอง เริ่ม “ขี้ลืม” หนักๆ หนทางแก้ไขที่ “ตรงจุด” อาจจะไม่ใช่การ “พุ่งเป้า” ไปที่สมองของเรา . การพักผ่อนให้เพียงพอ การบริหารสุขภาพใจให้ดี การทานอาหารให้มีประโยชน์ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ . …สิ่งเหล่านี้สามารถเป็นหนทางแก้ปัญหาที่ “ตรงจุด” มากกว่า . . . กล่าวโดยสรุปก็คือ หากช่วงนี้ เราพบว่าตัวเอง “ขี้ลืม” บ่อยๆ หรือหากเราต้องการจะดูแลตัวเอง ไม่ให้ “สมองเสื่อม” ในอนาคต สิ่งที่เราควรจะเช็คตัวเองก่อนเป็นอันดับแรกก็คือ . …เรานอนหลับเพียงพอไหม? …เราทานอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนหรือเปล่า? …เราออกกำลังกายสม่ำเสมอใช่ไหม? …เราบริหารจัดการความเครียดได้ดีหรือไม่? . หากเราเคลียร์ตัวเองในประเด็นเหล่านี้ได้ เรามีโอกาสสูงที่จะไม่มีปัญหา “ขี้ลืม” หรือ “สมองเสื่อม” ในอนาคตครับ อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/pag0000928 https://doi.org/10.1016/j.neurobiolaging.2025.04.008 https://doi.org/10.48550/arXiv.2309.08809 #จิตวิทยา #siamstr
#จิตวิทยา#siamstr
2000 sats
Journaling Our Journey21d ago
หลายคนไม่ชอบเวลาที่ตัวเองมีความรู้สึกวิตกกังวล . อันที่จริง หลายคนมองว่า มันจะดีมากๆเลยครับ หากพวกเขาสามารถ “ออกคำสั่ง” ให้ความวิตกกังวลของตัวเองเงียบหายไปได้ . อย่างไรก็ตาม ความวิตกกังวลไม่ใช่ “ผู้ร้าย” (แม้มันอาจสร้างความไม่สบายใจให้กับเราอยู่บ้างก็ตาม) . ความวิตกกังวลคือ “สัญญาณเตือน” . “สัญญาณเตือน” ให้เรารู้ว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญสำหรับเรา (เช่น สุขภาพของเรา งานของเรา ความสัมพันธ์ของเรา) . มันช่วยให้เรา take action ในการเตรียมตัว วางแผน และปกป้อง สิ่งที่สำคัญนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น (เมื่อเทียบกับกรณีที่เราไม่มี “สัญญาณเตือน” นี้) . ยกตัวอย่างเช่น . ความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นก่อนที่เราจะ สอบวัดระดับภาษาอังกฤษ คือ “สัญญาณเตือน” ที่กระตุ้นให้เรา take action ในการฝึกฝนทักษะภาษาอังกฤษของตัวเองอย่างเป็นระบบ . เป็นต้น . หากเราได้ take action อย่างเหมาะสมแล้ว เรามักจะพบว่า “สัญญาณเตือน” ในใจเราจะเงียบลงตามไปด้วย . มันอาจจะไม่ได้เงียบสนิททันทีนะครับ แต่มันมักจะค่อยๆเสียงเบาลงทีละนิดๆ . ในทางกลับกัน หากเราไม่ได้มีการ take action ที่เหมาะสม หากเราเพียงแค่รู้สึกวิตกกังวล และคิดวนในจุดนั้นไปเรื่อยๆ (เช่น คิดกังวลซ้ำๆอยู่ในใจว่า “ฉันต้องสอบไม่ผ่านแน่ๆเลย”) “สัญญาณเตือน” ในใจเราก็มีแนวโน้มที่จะดังต่อไปเรื่อยๆเช่นกัน . มันจะกลายเป็นความทรมานใจที่ต่อเนื่องไม่สิ้นสุด . สิ่งที่ผมได้หยิบมาเล่าให้ฟังในวันนี้ มันอาจไม่ใช่แนวทางในการรับมือ กับความวิตกกังวลที่จะ “ได้ผล” กับทุกๆคนในทุกๆกรณีก็จริง . แต่มันเป็นแนวทางที่เรียบง่ายและ “ได้ผล” กับหลายๆคนในหลายๆกรณีอยู่เหมือนกัน . ผมหวังว่าบทความในวันนี้จะเป็นอีกหนึ่ง “ทางเลือก” ที่เป็นประโยชน์สำหรับคนที่กำลังหาทาง รับมือกับความวิตกกังวลของตัวเองอยู่นะครับ อ้างอิง https://doi.org/10.31887/DCNS.2002.4.3/tsteimer https://doi.org/10.1038/s41598-022-23885-4 https://doi.org/10.1093/emph/eoab037 #จิตวิทยา #siamstr
#จิตวิทยา#siamstr
0000 sats
Journaling Our Journey23d ago
ไม่ว่าจะในอดีตหรือในปัจจุบัน สังคมเราล้วนเต็มไปด้วยผู้นำ ที่มีพฤติกรรม “บกพร่องทางศีลธรรม” . แต่เราก็จะเห็นได้ว่า ผู้คนจำนวนไม่น้อย ตัดสินใจที่จะเดินตามผู้นำเหล่านี้ . ทำไม? . บางคนบอกว่า… . เป็นเพราะผู้คนเหล่านั้น มีความเชื่อที่สอดคล้องกับผู้นำดังกล่าว . บางคนบอกว่า… . เป็นเพราะผู้คนเหล่านั้น ถูกผู้นำกล่าว “ล้างสมอง” . วันนี้ ผมอยากจะนำเสนออีกหนึ่งเหตุผลครับ . มันเป็นเหตุผลที่เรียบง่าย จนหลายคนอาจไม่ได้นึกถึง . แต่มันก็เป็นเหตุผลที่สำคัญไม่แพ้เหตุผลอื่นๆ . หลายคนตัดสินใจเดินตาม ผู้นำที่ “บกพร่องทางศีลธรรม” เพราะพวกเขา “ไม่มีแรง” ที่จะต่อต้านผู้นำเหล่านี้ครับ . ใช่แล้วครับ การตัดสินใจที่จะไม่เดินตามผู้นำ เป็นสิ่งที่ต้องใช้ “แรง” ครับ . เราต้องใช้ “แรง” ในการพิจารณา และวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้นำ . เราต้องใช้ “แรง” ในการตัดสินใจว่า “ฉันจะไม่เดินตามผู้นำคนนี้แล้ว” (และก็จะยิ่งใช้ “แรง” มากเป็นพิเศษ หากคนรอบตัวตัดสินใจไม่เหมือนกับเรา) . หากเราเหน็ดเหนื่อยกับการเอาตัวรอด ในชีวิตประจำวันของเรามากจนเรา “ไม่มีแรง” เหลือสำหรับสิ่งเหล่านี้ เราก็มีแนวโน้มที่จะตัดสินใจ เดินตามผู้นำโดย default ได้ . นี่คือสาเหตุสำคัญข้อหนึ่ง ที่ทำให้ผู้นำเผด็จการจำนวนมาก ดูจะ “ประสบความสำเร็จ” ในประเทศ ที่มีปัญหาเรื่องปากท้องอย่างรุนแรงนั่นเองครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.obhdp.2011.03.001 https://doi.org/10.3390/bs13090743 https://doi.org/10.1007/s11238-021-09802-7 https://doi.org/10.1007/s11238-021-09802-7 https://doi.org/10.1093/scan/nsad012 #จิตวิทยา #siamstr
#จิตวิทยา#siamstr
1000 sats
Journaling Our Journey25d ago
เทคโนโลยีทุกวันนี้ช่วยให้การติดต่อสื่อสาร เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และสะดวกสบาย . ถ้าเราอยากพูดคุยกับใคร เราก็สามารถทำได้ง่ายๆ . ในขณะเดียวกัน หากเราต้องการหลีกเลี่ยง การติดต่อกับคนในชีวิตเรา เราก็สามารถทำได้ง่ายๆเช่นกัน . ยกตัวอย่างเช่น . เวลาที่เรามีประชุมผ่านทางซูม (หรือ platform การประชุมออนไลน์อื่นๆ) เราสามารถเข้าร่วมการประชุมนั้น โดยไม่ต้องมีปฏิสัมพันธ์ใดๆ กับคนในที่ประชุมได้อย่างง่ายดาย . …แค่ปิดกล้องและปิดไมโครโฟนของเราเท่านั้น . แต่ถ้าเป็นโลกสมัยก่อน (สมัยที่ internet ยังไม่บูมแบบทุกวันนี้) เวลาที่เรามีประชุม ต่อให้เราจะไม่ได้พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว แต่อย่างน้อย การที่ตัวเรานั่งอยู่ในห้องประชุมนั้น มันก็บีบให้เราต้องมีปฏิสัมพันธ์ กับคนในห้องประชุมบ้าง (ไม่มากก็น้อย) . เป็นต้น . เมื่อการ “หลีกเลี่ยง” ภายในความสัมพันธ์ กลายเป็นทางเลือกที่ง่ายขึ้น เราก็มีแนวโน้มที่จะเลือก choice ดังกล่าวมากขึ้น . ยิ่งเราเลือก choice ดังกล่าวมากเท่าไหร่ ความกลัวที่จะ “หันหน้าเข้าหา” ในความสัมพันธ์ก็ยิ่งมากเท่านั้น . นี่ถือเป็นเรื่องที่สำคัญไม่น้อยเลยครับ . เพราะความสัมพันธ์ที่ “เติมเต็ม” จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากเรา “หันหลัง” ให้อีกฝ่ายในความสัมพันธ์เพียงอย่างเดียว . ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าการ “หันหลัง” ให้กับผู้คน ที่เราติดต่อด้วยในชีวิตประจำวันจะง่ายขึ้นแค่ไหน แต่ผมก็ยังอยากจะเชิญชวนให้เรา “หันหน้าเข้าหา” พวกเขาเหล่านี้อยู่ดี . …ต่อให้มันจะเป็นการ “หันหน้าเข้าหา” เพียงเล็กๆน้อยๆก็ตามครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1186/s40359-024-01755-0 https://doi.org/10.1016/j.chb.2015.11.053 https://doi.org/10.1093/geront/gnaa040 https://doi.org/10.3389/fpsyg.2023.1063146 #จิตวิทยา #siamstr
#จิตวิทยา#siamstr
1000 sats
Journaling Our Journey31d ago
เวลาที่เรารู้สึกอับอาย หรือรู้สึกว่าตัวเองดีไม่พอ หลายคนจะรับมือกับความรู้สึกดังกล่าว ด้วยการ “เหยียบย่ำ” คนอื่นในรูปแบบต่างๆ . ยกตัวอย่างเช่น ใช้คำพูดล้อเลียนสิ่งที่เป็น “จุดด้อย” ของคนอื่น เป็นต้น . การ “เหยียบย่ำ” คนอื่นอาจไม่ได้ ช่วยให้ตัวเราเองดีขึ้นก็จริง . แต่หลายคนก็หวังว่า มันจะช่วยให้พวกเขา รู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้นบ้าง . (“อย่างน้อย ฉันก็จะไม่มีคนรอบตัวที่โดดเด่น มาตอกย้ำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองดีไม่พอบ่อยๆ”) . คำถามสำคัญก็คือ… . การ “เหยียบย่ำ” คนอื่นมันช่วย ให้เรารู้สึกโอเคขึ้นจริงๆหรือ? . หลายคนพบว่า “ไม่” ครับ . เพราะเวลาที่เรา “เหยียบย่ำ” คนอื่น มันสามารถสร้างความรู้สึกผิดขึ้นมาในใจ และ “หักล้าง” ความรู้สึกดีๆ ที่เกิดจากการ “เหยียบย่ำ” คนอื่นลงได้ . เพราะไม่ว่าเราจะ “ดึงคนอื่นลงต่ำ” ผ่านการ “เหยียบย่ำ” ขนาดไหน ตัวเราก็ยังคงอยู่ที่เดิม (ไม่ได้ “ขยับขึ้น”) ส่งผลให้ความรู้สึกอับอายและดีไม่พอ ไม่ได้จางหายไปได้เท่าไหร่นัก . เพราะตอนที่เรา “เหยียบย่ำ” คนอื่นอยู่นั้น เรากำลังเพิกเฉยต่อความรู้สึกของเราเอง (ความรู้สึกอับอาย ดีไม่พอ) . หนทางที่ดีกว่าที่จะช่วยให้เรารับมือกับ ความรู้สึกอับอายหรือความรู้สึกดีไม่พอ คือการรับฟังเสียงของความรู้สึกดังกล่าว (โดยไม่ตัดสินตัวเอง) . มันจะช่วยให้เรารับรู้ได้ชัดเจนมากขึ้น ว่าเราต้องการอะไร ส่งผลให้เราสามารถ คิดต่อยอดได้ว่า มีอะไรที่เราสามารถทำได้ ในตอนนี้ที่จะช่วยเติมเต็มความต้องการดังกล่าวหรือไม่? . หรือในกรณีที่เรายังไม่สามารถ เติมเต็มความต้องการนั้นได้ 100% มีหนทางไหนอีกไหมที่จะช่วยให้เรา เติมเต็มความต้องการนั้นได้ 90% ก็ยังดี? . หรือถ้า 90% มันไม่ไหว แล้ว 80% ล่ะ? . หรือ 50% ล่ะ? 20% ล่ะ? 5% ล่ะ? . หนทางนี้จะไม่ช่วยให้เรารู้สึกผิดต่อคนอื่น หนทางนี้จะตอบโจทย์ความต้องการของเราได้ตรงจุด . มันอาจการันตีไม่ได้ว่าจะทำให้ความรู้สึก อับอายหรือดีไม่พอหายไปได้โดยสมบูรณ์นะครับ . แต่มันเป็นหนทางที่ดีกว่าการ “เหยียบย่ำ” คนอื่นอย่างเห็นได้ชัดเลยครับ อ้างอิง https://doi.org/10.3390/bs13080633 https://doi.org/10.5964/ejop.2115 https://doi.org/10.1111/j.1467-6494.2008.00537.x #จิตวิทยา #siamstr
#จิตวิทยา#siamstr
0000 sats
Journaling Our Journey33d ago
หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้คู่รักขัดแย้งกันมากที่สุด คือความแตกต่างระหว่าง “พฤติกรรมนอกบ้าน” กับ “พฤติกรรมในบ้าน” . หลายคนเป็นคนที่ active กล้าตัดสินใจ มีความเป็นผู้นำ รอบคอบรับผิดชอบ ฯลฯ ในที่ทำงาน . แต่พอพวกเขาอยู่ในบ้าน พวกเขากลับกลายเป็นคนที่เรื่อยๆเฉื่อยๆ ชอบตอบว่า “อะไรก็ได้” เมื่อถึงเวลาตัดสินใจ สะเพร่าไม่ถี่ถ้วน ฯลฯ ซะอย่างนั้น! . มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? . มันเป็นเพราะพวกเขาเหล่านี้ มีนิสัยที่เสแสร้งอย่างนั้นหรือ? . ไม่เสมอไปครับ . เวลาที่เราอยู่ในที่ทำงาน เรามีบทบาทที่ชัดเจน เรารู้ได้ (โดยที่ไม่ต้องเดา) ว่าคนอื่นคาดหวังอะไรจากเราบ้าง เราได้รับ feedback อย่างรวดเร็วเวลาที่เรา “ทำผิด” และ “ทำถูก” . แต่พอเราอยู่บ้าน บทบาท ความคาดหวัง และ feedback ที่เราได้รับ มันไม่ได้ชัดเจนและรวดเร็วเท่าไหร่นัก . ไม่แปลกเลยครับที่เราจะตกอยู่ในภาวะ “ทำอะไรไม่ถูก” หรือ “ไม่ชัวร์ว่าควรทำอะไรดี” เวลาที่เราอยู่บ้าน . …ส่งผลให้พฤติกรรมของเราตอนอยู่บ้าน active น้อยกว่า เมื่อเทียบกับ พฤติกรรมของเราในที่ทำงานได้ . หากคู่รักเข้าใจในจุดนี้ คู่รักก็จะสามารถหาโอกาส นั่งจับเข่าคุยกันในเรื่องของความคาดหวัง ที่ต่างฝ่ายต่างมีต่อกันในบ้านให้เคลียร์มากขึ้นได้ . มันจะช่วยลดความขัดแย้งระหว่างคู่รักในเรื่องนี้ได้ไม่น้อยเลยครับ อ้างอิง https://doi.org/10.5267/j.msl.2013.06.036 #จิตวิทยา #siamstr
#จิตวิทยา#siamstr
1000 sats

Network

Following

EEx nihiloPiriya ⚡🟧Don
หมูก้อนกลมลอยอยู่ในต้มจืด
Kaetkung
Notoshi⚡
์NATTAKON
C.Nichcha
Jin
NEXTERZ
Black_memories
Mint TK
Bosthai
Jingjo
Ddon
14def6…61ebcb
quarterquartz
Destiney.TH

Followers

VΔzหมูก้อนกลมลอยอยู่ในต้มจืดKommilitonikon (2026-02)Nut โต่ะBoatGGood🦖Framematejakkapat.SToum